ถ้าชีวิตยุคนี้จะเหลือกฎอยู่ข้อเดียว ผมขอข้อนี้
เจอความโง่เมื่อไหร่ ให้โทษระบบก่อน อย่าเพิ่งโทษคน
ใจดีเกินไปหรือเปล่า ไม่หรอก มันแค่ใช้ได้จริงกว่า
เพราะคนที่น่ากลัวไม่ใช่คนไอคิวต่ำ คนไอคิวต่ำอย่างน้อยก็ยังรู้ตัว คนที่น่ากลัวคือคนหัวดี ๆ นี่แหละ ที่ตัดสินใจปิดสวิตช์เอง ยกพวงมาลัยให้กลุ่ม ให้ฟีด ให้คนที่เสียงดังกว่า แล้วเหยียบคันเร่งด้วยความมั่นใจเต็มร้อย
พอมันแข็งตัวเป็นประโยคว่า “เขาก็ทำกันแบบนี้” ก็จบ แกะออกยากกว่าที่คิดเยอะ
เราไม่มีทางกำจัดมันได้หรอก แผนที่จริงกว่านั้นเล็กและเย็นกว่ามาก หนึ่ง ดูให้ออกว่ามันแพร่ยังไง สอง หรี่เสียงขยายในเครื่องมือที่เราถือกันอยู่ สาม จับตัวเองให้ทันตอนที่เรากำลังเดินตามสคริปต์เดียวกัน
ข้อสามยากที่สุด
หน้าตาของมันเป็นยังไง
ในบทความนี้ ความโง่ไม่ได้แปลว่าไม่ฉลาด มันคือโหมดที่คนหัวดีทุกคนเข้าได้ และมันส่งสัญญาณอยู่ไม่กี่อย่าง
เราข้ามการเช็กที่ใช้เวลาสิบวินาที
เราทำตามสคริปต์เพราะมันปลอดภัย ไม่ใช่เพราะมันเข้ากับเรื่องตรงหน้า
เราปิดหูใส่สัญญาณที่จะบังคับให้เปลี่ยนใจ
สามข้อนี้ไม่ต้องใช้ความโง่เลยสักนิด ใช้แค่ความเหนื่อย
ดีทริช บอนฮอฟเฟอร์ เขียนเรื่องนี้จากในห้องขังของนาซี เขาบอกว่าความโง่อันตรายกว่าความชั่ว ตอนแรกผมอ่านแล้วคิดว่าเว่อร์ไป จนมาคิดอีกที คนชั่วอย่างน้อยก็รู้ตัวว่ากำลังเลือก เราจับผิดมันได้ เถียงกับมันได้ กันมันออกไปได้ แต่ความโง่ไม่มีอะไรให้จับเลย มันมาในรูปของคนยิ้มแย้มที่พูดว่า “ก็มันเป็นแบบนี้แหละ” แล้วมีคนขานรับอยู่ข้างหลังอีกสิบคนที่เลิกถามอะไรไปนานแล้ว
จะเถียงกับสิ่งนี้ยังไง มันเหมือนสีซอให้ควายฟัง ปัญหาคือควายตัวนี้จบปริญญาโท
ขยายขนาดขึ้นไปหน่อย เราจะเห็นหน่วยงานที่กอดขั้นตอนเดิมไว้แน่นทั้งที่โลกเปลี่ยนไปนานแล้ว เห็นฝูงชนที่บังคับใช้กติกาซึ่งไม่มีใครเคยอธิบายเป็นภาษาคนได้ และเห็นผู้นำที่เลือกโต้คลื่นความเฉื่อยนั้นแทนที่จะตัดผ่านมันไป
มองจากข้างใน มันคือชีวิตปกติ มองจากข้างนอก มันคือโรงงานที่ยังเดินเครื่องเต็มกำลัง หลังจากมีคนแอบสลับแบบแปลนไปแล้วเมื่อสามปีก่อน
เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม เราท่องกันมาตั้งแต่เด็กเหมือนมันเป็นภูมิปัญญา บอนฮอฟเฟอร์จะบอกว่านั่นแหละคือคำอธิบายที่ครบที่สุดว่าทั้งประเทศเดินตามกันลงเหวได้ยังไง
เร็ว ถูก แล้วก็โง่
ตัดภาพมาปัจจุบัน ความโง่แบบเดิม เครื่องมือใหม่กว่าเดิม
โซเชียลมีเดียไม่ได้แค่ทนกับความโง่ มันจูนมาเพื่อความโง่ อัลกอริทึมชอบปฏิกิริยาเร็วมากกว่าความคิดช้า ชอบความเดือดมากกว่าความละเอียด ชอบสโลแกนมากกว่าไอเดีย ส่วนผู้ช่วย AI ที่ควรจะทำตัวเป็นเพื่อนร่วมแล็บคอยเถียงกับเรา ส่วนใหญ่ก็ถูกจูนให้เป็นคนพยักหน้าอย่างสุภาพ ลบมุมคมทิ้ง แล้วสะท้อนอะไรก็ตามที่เราป้อนเข้าไป
กลไกมันน่าเบื่อและถึงตาย โพสต์สั้นกับปุ่มรีแอ็กชันบีบทุกอย่างให้เหลือ ใช่ ไม่ใช่ หรือ “มาดูตัวตลกคนนี้” ระบบแนะนำเสิร์ฟของที่ทำให้เราไถต่อ ไม่ใช่ของที่เราพลาดไป ส่วนคำแก้ไขน่ะเหรอ มาทีหลังเสมอ ตัวเล็ก ไม่มีใครแชร์ วัวหายแล้วค่อยล้อมคอก แล้วก็ล้อมไม่ค่อยแน่นด้วย
ไม่มีใครที่นั่งอยู่หน้าแผงควบคุมต้องเป็นตัวร้ายในการ์ตูน แค่ตั้งตัวชี้วัดผิด คนธรรมดา ๆ ก็ช่วยกันปรับความโง่ให้เข้าไปอยู่ในแกนกลางอย่างเต็มใจ
บ้านเรามีคำที่ตรงกว่าคำอังกฤษอยู่แล้ว ทัวร์ลง
ทัวร์ไม่ได้ลงเพราะใครวิเคราะห์อะไรมา ทัวร์ลงเพราะมันสนุกและออกแรงน้อย และพอลงเสร็จ ไม่มีใครจำได้ว่าประเด็นแรกคืออะไร รวมทั้งคนที่ลงด้วย
ทะเลาะกันจนลืมว่าทะเลาะเรื่องอะไร
ตรงนี้แหละที่มันกลายเป็นโครงสร้าง
ปัญหาไม่ใช่การเห็นไม่ตรงกัน ผู้ใหญ่ก็ควรเห็นไม่ตรงกันบ้าง ปัญหาคือมันเดาได้
รู้ว่าใครติดป้ายอะไรไว้ในเรื่องหนึ่ง เราเดาจุดยืนเขาในอีกเรื่องที่ไม่เกี่ยวกันเลยได้ทันที นั่นไม่ใช่การคิด นั่นคือระบบคัดแยกขยะ
คาร์โล ชิโปลลา เขียนไว้ในหนังสือเล่มบางว่าด้วยกฎแห่งความโง่ นิยามของเขาคมมาก คนโง่คือคนที่ทำให้คนอื่นเสียหายโดยที่ตัวเองไม่ได้อะไรเลย
ลองเอานิยามนี้ไปวางทับการเมืองยุคนี้ดู มันเข้าพอดีจนน่าตกใจ คนทุ่มเวลาไปกับการทำให้อีกฝ่ายอับอายในแบบที่ไม่ได้ทำให้ชีวิตตัวเองดีขึ้นเลย ขวางนโยบายที่จะช่วยตัวเองเพราะมันมาจากฝั่งที่ผิด แล้วก็พังความสัมพันธ์ที่ใช้ทำงานร่วมกันได้ทิ้งไป เพื่อชนะข้อสอบวัดความบริสุทธิ์ที่ไม่มีใครออกข้อสอบ
ขี่ช้างจับตั๊กแตน แล้วช้างก็เหยียบไร่ตัวเองพังไปด้วย
ความเสียหายตกลงบนของที่เราใช้ร่วมกัน ศาล ระบบราชการ ความไว้ใจในซอยเดียวกัน และความสามารถในการแก้ปัญหาง่าย ๆ ด้วยกัน ส่วนที่ได้กลับมาคือความฟินสิบวินาทีกับคลิปที่อาจจะไวรัล
คำเตือนของบอนฮอฟเฟอร์กัดตรงนี้ พอกลุ่มไหนเริ่มมองการคิดเองเป็นการทรยศ ความโง่ก็เลิกเป็นอุบัติเหตุ แล้วกลายเป็นค่าสมาชิกรายปี
การหัวเราะเยาะอีกฝ่ายมันง่ายกว่าการหันไปบอกพวกเดียวกันว่า “หยุดตะโกนก่อน ไปอ่านมาก่อน” เยอะมาก ผมเองก็เลือกทางง่ายบ่อยกว่าที่อยากยอมรับ
แกล้งโง่เพื่อเอาเปรียบ
มานเฟรด เค็ตส์ เดอ ฟรีส์ ใช้คำว่าความโง่เทียม กับอะไรที่คมกว่านั้น คือการแกล้งไม่เข้าใจเพื่อคุมสถานการณ์
นักการเมืองที่ “จำไม่ได้” ขึ้นมาเฉย ๆ ทุกครั้งที่ความรับผิดชอบเดินเข้ามาในห้อง ผู้บริหารที่ทำหน้างงกับผลข้างเคียงของแรงจูงใจที่ตัวเองเซ็นอนุมัติไปกับมือ อินฟลูฯ ที่บดเรื่องซับซ้อนให้เป็นขนมกรุบกรอบ เพราะความละเอียดมันไม่ทำเงิน
อันนี้ไม่เหมือนหมอกหนาที่บอนฮอฟเฟอร์บรรยาย แต่เสียบเข้าปลั๊กเดียวกัน เวลาผู้นำแสดงความงงหรือแสดงความรังเกียจปัญญา เขากำลังแจกใบอนุญาตให้ทุกคนข้างหลังเลิกใส่ใจ ถ้าคนที่รับผิดชอบยังมองความเข้าใจเป็นของเสริม แล้วคนอื่นจะเสียเวลาทำไม
ชิโปลลาคงชี้ว่าอันนี้ดูฉลาดในระยะสั้น และโง่ในระยะยาว เพราะระหว่างที่ขี่คลื่นอยู่นั้น เรากำลังฝึกฐานเสียงของตัวเองให้เมินหลักฐาน ไม่ไว้ใจคนที่รู้จริง และเชื่อฟังอารมณ์มากกว่าโครงสร้าง
ผักชีโรยหน้ามันสวยดี จนถึงวันที่ต้องกินทั้งจาน
เราไม่ใช่ข้อยกเว้น
มันสบายใจดีที่จะคิดว่าความโง่เป็นปัญหาของคนอื่น พวกนั้น ประเทศอื่น ไทม์ไลน์อื่น
ส่วนที่กระอักกระอ่วนคือเราส่วนใหญ่รันทางลัดชุดเดียวกัน
เราแชร์ลิงก์ที่อ่านแค่หัวข้อ เราพูดประโยคเท่ ๆ ที่ตรงกับสิ่งที่เชื่ออยู่แล้วโดยไม่เคยแกะมันดู แล้วเราก็เบลอทันทีที่ความจริงขัดกับเรื่องเล่าที่เราชอบ
เรามักเห็นรูปแบบนี้ก็ต่อเมื่อมันมาโดนตัวเอง นโยบายที่เราเชียร์กลายเป็นทำไม่ได้จริง ทัวร์ลงคนที่เรารู้จัก ผู้นำฝั่งเราพูดอะไรที่หลุดโลกจนต้องเลือกระหว่างความภักดีกับสติพื้นฐาน
กฎข้อแรกของชิโปลลาบอกว่า ทุกคนประเมินจำนวนคนโง่ต่ำไปเสมอ รวมถึงในวงของตัวเองด้วย
ผมอ่านประโยคนี้ครั้งแรกแล้วพยักหน้าเห็นด้วย ใช้เวลาอีกสักพักกว่าจะรู้ตัวว่าประโยคนี้พูดถึงผมด้วย
บอนฮอฟเฟอร์บอกว่า การไม่เข้าร่วมวงขานรับคือแนวต้านทานแนวแรก เค็ตส์ เดอ ฟรีส์ เตือนว่าหมอกบางส่วนเป็นการแสดง ไม่ใช่อุบัติเหตุ ส่วนชิโปลลาบอกว่าอย่าเพิ่งมั่นใจว่าเราอยู่ฝั่งไหน
รวมกันแล้วภาพมันน่าเกลียดและเรียบง่าย ไม่มีใครได้อัฒจันทร์ปลอดภัยไว้นั่งดู ถ้าเราอยู่ในระบบสมัยใหม่ เราอยู่ในรัศมีระเบิด
มองมันเป็นเรื่องสุขอนามัย
ถ้ามองความโง่เป็นเรื่องศีลธรรมล้วน ๆ เราจะได้คำเทศน์ที่ฟังเพราะและไม่ขยับอะไรเลย ถ้ามองว่ามันเป็นเวรกรรม เราก็ได้แค่ยักไหล่ แต่ถ้ามองว่ามันเป็นเรื่องการออกแบบและสุขอนามัย อย่างน้อยเราก็ได้คันโยกมาถือบ้าง
ในระดับตัวเอง ท่ามันไม่หรูเลย
หยุดหนึ่งจังหวะก่อนจะแชร์ ก่อนจะบริจาค ก่อนจะโพสต์ด้วยความเดือด
ถามว่าใครได้ประโยชน์ ถ้าเรื่องนี้ผ่านไปโดยไม่มีใครค้าน
หาข้อเท็จจริงถูก ๆ สักอย่างที่จะพิสูจน์ว่ามันผิดได้
แล้วเก็บคนไว้อย่างน้อยหนึ่งคน ที่จะเถียงกับเราอย่างระมัดระวังได้เสมอ คนแบบนี้หายาก และมักจะเป็นคนที่เราอยากบล็อกมากที่สุด
ในระดับระบบ งานมันหนักกว่าและเลือกไม่ได้มากกว่า สร้างเครื่องมือที่ไม่ได้ให้รางวัลกับความเร็วและความโกรธอย่างเดียว ให้อำนาจบางคนอย่างชัดเจนในการพูดว่า “อันนี้ไม่เข้าท่า” โดยไม่โดนมองเป็นคนทรยศ แล้วก็ออกแบบทางลง ให้องค์กรถอยออกจากการตัดสินใจที่ผิดได้ โดยไม่ต้องพังทั้งหลัง
ไม่มีข้อไหนรักษาความโง่ได้ มันแค่กันไม่ให้ความโง่ยึดห้องควบคุมทุกครั้งที่มีเรื่องเครียด
เมื่อก่อนความโง่เดินทางด้วยความเร็วของข่าวลือรอบหมู่บ้าน ตอนนี้มันเดินทางด้วยความเร็วของไฟเบอร์ออปติก
คำถามจริง ๆ เลยไม่ใช่ว่าคนอื่นโง่หรือเปล่า
คำถามคือช่องทางที่เราสร้างและดูแลกันอยู่ทุกวันนี้ มันทำให้การคิดง่ายขึ้น หรือทำให้การไหลตามคนที่เสียงดังที่สุดในฟีดง่ายขึ้นกันแน่
แล้วถ้าตอบตรง ๆ ได้ ก็ตอบเลยว่าเราออกแบบมันมาแบบไหน