เดาจากของที่เห็น: การอนุมานกับนโยบายที่รก
ตาบอดคลำช้าง นิทานเรื่องนี้มักถูกเล่าเพื่อสอนว่าอย่ามั่นใจในสิ่งที่ตัวเองคลำเจอ แต่เรื่องจริงที่นิทานไม่ได้เล่าคือ คนตาบอดพวกนั้นต้องตัดสินใจอยู่ดีว่าจะเดินหนีหรือเดินเข้าไป และพวกเขาไม่มีเวลารอให้ตาหาย นั่นแหละคือนโยบายสังคมทั้งหมดในประโยคเดียว เราเลี่ยงการเดาจากของที่เห็นไม่ได้ และการเดาแบบนั้นก็ไม่น่าเชื่อถือโดยการออกแบบ งานจริงเลยไม่ใช่การหาวิธีเลิกเดา แต่คือการจัดการกับตอนที่มันเดาผิด เพราะกฎหมายยังต้องเขียน งบยังต้องจัดสรร โครงการยังต้องออกแบบ จะมีใครสักคนกำลังสรุปทั่วไปจากตัวอย่างไม่กี่ตัวอย่างอยู่ดี คำถามไม่ใช่ว่าควรเดาไหม คำถามคือใครได้เป็นคนเดา ด้วยเครื่องป้องกันอะไร แล้วใครเป็นคนจ่ายเมื่อมันพลาด เดาแบบนี้เราทำกันทุกวัน เวอร์ชันบ้าน ๆ คือ เราเห็นอะไรซ้ำ ๆ แล้วเราก็ถือว่ามันจะซ้ำอีก ดวงอาทิตย์ขึ้นทุกเช้าตลอดชีวิตเรา เราเลยคาดว่าพรุ่งนี้มันจะขึ้นอีก คนเข้าโรงพยาบาลมากขึ้นเมื่อฝุ่นพุ่ง เราเลยวางแผนรับมือตามค่าพยากรณ์ฝุ่น โครงการหนึ่งดูจะได้ผลในสามจังหวัด เราเลยเอาไปทำต่ออีกสิบจังหวัด ในสาขาเชิงเทคนิค เรื่องนี้ดูสะอาดพอสมควร ระบาดวิทยาใช้ข้อมูลผู้ป่วยเดาเส้นทางการแพร่ โมเดลอากาศดูดข้อมูลมหาศาลแล้วประเมินโอกาสเกิดพายุ ระบบพวกนี้ยังผิดได้ แต่มันมาพร้อมช่วงความไม่แน่นอน มีสมมติฐานที่เขียนไว้ชัด และมีวงป้อนกลับ เครื่องมือช่วยให้คนเห็นตอนที่รูปแบบเริ่มพัง ในนโยบายสังคม การขยับแบบเดียวกันมองเห็นยากกว่ามาก และเอาไปใช้ในทางที่ผิดง่ายกว่ามาก เพราะคนเปลี่ยนพฤติกรรมตามตัวนโยบายเอง การวัดก็ไม่สม่ำเสมอ แล้วแรงจูงใจให้รายงานตามจริงก็ต่างกันไปตามหน่วยงานและตามอารมณ์ทางการเมืองของปีนั้น เราเลยได้รูปแบบที่คุ้นเคยมาก เห็นผลลัพธ์เกาะกลุ่มกัน เปลี่ยนกลุ่มนั้นเป็นกฎง่าย ๆ สร้างนโยบายรอบกฎนั้น แล้วนั่งดูคนปรับตัวเข้ากับนโยบายจนทำลายรูปแบบตั้งต้นของเราเอง ถึงตรงนั้นก็เหลือสองทาง แก้กฎ หรือทำเป็นว่าโลกยังเดินตามสคริปต์เดิม เดาว่าส่วนใหญ่เลือกทางไหน นั่งร้านสำคัญกว่าคนปีนขึ้นไป การเดาไม่ได้ลอยอยู่ในอากาศ มันเดาอยู่ในสถาบัน ซึ่งจะช่วยให้มันนิ่งขึ้น หรือขยายด้านแย่ที่สุดของมันก็ได้ ดารอน อาเซโมกลู และเจมส์ เอ. โรบินสัน เสนอใน Why Nations Fail ว่าสถาบันเป็นตัวกำหนดว่าไอเดียไหนจะรอดจากการปะทะกับความจริง...