การเดินทางสมัยนี้กลายเป็นของสำเร็จรูปไปแล้ว

ฉีกซอง เติมน้ำร้อน รอสามนาที ได้ทริปหนึ่งทริป

ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน มันมีความเหมือนกันแปลก ๆ ลอยอยู่ แล้วก็มีความไม่จริงใจปนมาด้วยนิดหน่อย

ตัวเมืองเองน่ะคมชัดและต่างกันมาก กรุงเทพฯ ไม่เหมือนเวียนนา โอซาก้าไม่เหมือนเซาเปาลู คนที่อยู่เบื้องหลังเมืองพวกนี้มีประวัติศาสตร์ แผลเป็น มุกตลก และจังหวะชีวิตในหนึ่งวันที่คนละเรื่องกันเลย

ที่น่าเศร้าคือเราบินข้ามโลกไปได้ แล้วยังรันโปรแกรมเดิมในหัวอยู่ดี

ไหลแบบเดิม เปลี่ยนแค่วอลเปเปอร์ บ่อยครั้งเป็นร้านเดิมและเมนูเดิมด้วยซ้ำ แล้วก็เจอนักท่องเที่ยวสายพันธุ์เดิม อาจจะร้อนต่างกันหน่อย สะอาดกว่าหรือรกกว่ากันนิดหน่อย

การเที่ยวแบบสำเร็จรูปคือสิ่งที่เกิดขึ้นเวลาผมปฏิบัติกับเมืองเหมือนเพลย์ลิสต์ที่ต้องฟังให้จบ แล้วเข้าใจผิดว่าจำนวนเพลงที่ผ่านไปคือประสบการณ์

กลับบ้านมาแบบเหนื่อย ๆ กล้องในมือถือดูเหมือนหลักฐาน ความทรงจำดูเหมือนหมอก

แล้วผมคิดว่าหมอกนั่นแหละคือสัญญาณ

ตอนนั้นมันรู้สึกยังไงนะ

วันจันทร์ ผมนั่งไถรูปจากทริปสุดสัปดาห์

เห็นซุ้มประตูวัด เห็นหน้าตึกพิพิธภัณฑ์ เห็นวิวจากจุดชมวิวที่เขาว่าห้ามพลาด เห็นจานอาหารที่ควรจะเป็นของขึ้นชื่อ

ผมจำได้เป็นเศษ ๆ ร้อน คิว เสียงไกด์ผ่านลำโพงพกพา ร้านของฝากที่เดินทะลุแบบออโต้ไพลอต

แล้วก็ถึงส่วนที่แปลก

ผมประกอบวันเหล่านั้นกลับมาไม่ได้เลยสักวัน

ผมบอกได้ว่าไปมาแล้ว ผมบอกไม่ได้ว่าการได้อยู่ตรงนั้นมันรู้สึกยังไง

การเดินทางควรจะเป็นหนึ่งในไม่กี่ช่วงที่เราหลุดจากกิจวัตรและเห็นโลกด้วยความละเอียดที่สูงขึ้น

ถ้ากลับมาแล้วความละเอียดลดลง แปลว่ามีอะไรผิดที่แน่ ๆ

จังหวะที่รู้ตัวว่าอยู่บนสายพาน

คุณเคยเจอ ผมก็เคยเจอ

ผมยืนอยู่ในแถวที่ขยับเป็นช่วง ๆ พนักงานโบกเครื่องสแกนบาร์โค้ดเหมือนโบกไม้จราจร ไกด์ถือธง เราได้เวลาสิบสองนาทีกับไฮไลต์ แล้วฝูงชนก็ไหลไปคอขวดถัดไป แล้วก็ทางออกที่ทะลุร้านขายของ แล้วก็รอบเข้าชมรอบถัดไป

ผมเป็นชิ้นส่วนบนสายพานที่กำลังถูกแปรรูป

ถึงจุดหนึ่งผมก็เปิดอินสตาแกรมขึ้นมายื่นเอกสาร

เลือกรูปที่อ่านง่ายที่สุด รูปที่พิสูจน์ว่าทำสิ่งที่ได้รับอนุมัติมาแล้ว โพสต์ แล้วรู้สึกเสร็จสิ้นเล็ก ๆ เหมือนปิดทิกเก็ตได้หนึ่งใบ

แล้วผมก็จับได้ว่าตัวเองภูมิใจกับสิ่งนั้น

มันเป็นความสำเร็จที่ตลกมาก และมันก็ยังเกาถูกที่คันอยู่ดี

ท่อส่งนักท่องเที่ยว

การท่องเที่ยวจำนวนมากถูกออกแบบเป็นท่อส่ง และท่อส่งมีเป้าหมายของมันเอง จัดการฝูงชน เพิ่มจำนวนคนที่ผ่านได้ต่อชั่วโมง ลดความไม่แน่นอน ลดต้นทุน ทำให้คนเคลื่อนที่ตลอด ทำให้รีวิวนิ่ง

จอร์จ ริตเซอร์ เรียกตรรกะแบบนี้ว่า McDonaldization คือประสิทธิภาพ ความคาดเดาได้ ความวัดได้ และการควบคุมความไม่แน่นอน 2

สลับเบอร์เกอร์เป็นแลนด์มาร์ก แล้วเราจะได้กองซ้อนของสถานที่ท่องเที่ยวสมัยใหม่ ถึงจะต้องยอมรับว่าแมคโดนัลด์ไม่ได้สัญญาเกินจริงเหมือนโบรชัวร์ทัวร์ และไม่ได้ให้รอนานขนาดนั้น

พอเห็นหน้าจอนี้แล้ว ผมก็เห็นมันทุกที่ ต่อคิว สแกน ฟังสคริปต์ จุดถ่ายรูป ร้านของฝาก รถรับส่ง

โฟลว์นี้รันได้ที่กรุงเทพฯ โอซาก้า เซาเปาลู เวียนนา สลับศาลเจ้าเป็นโบสถ์ สลับวังเป็นพิพิธภัณฑ์ สลับร้านข้าวแกงข้างทางเป็นบาร์ไวน์ท้องถิ่น

ท่าเต้นเหมือนกันอย่างน่าประหลาด

นี่คือเหตุผลที่สถานที่เริ่มรู้สึกเหมือนกันทั้งที่มันต่างกันมาก ท่อส่งรีดความต่างให้แบนลงเหลือแค่งานปฏิบัติการ

จอห์น เออร์รี เรียกสิ่งที่อยู่ข้างใต้ว่า tourist gaze คือการท่องเที่ยวสร้างวิธีการมองบางแบบขึ้นมา แล้ววิธีมองนั้นก็ถูกสังคมหล่อหลอมและส่งต่อกัน 1

ผมมาถึงพร้อมเทมเพลตที่โหลดไว้แล้วว่าอะไรนับ แล้วก็ออกไปตามหาสิ่งนั้น

เดินตามหลังผู้ใหญ่ หมาไม่กัด เราถูกสอนมาแบบนี้ แล้วเราก็เอามันขึ้นเครื่องบินไปด้วย

ปัญหาคือหมาไม่กัดจริง แต่เราก็ไม่ได้เห็นอะไรนอกจากหลังของคนข้างหน้าเหมือนกัน

ประตูหลังที่เขาสร้างไว้ให้เราเจอ

ท่อส่งรู้ด้วยว่าผมอยากได้อะไร

ผมอยากได้ประตูหลัง ผมอยากได้อะไรที่รู้สึกว่าไม่ได้จัดฉาก

ดีน แม็กแคนเนลล์ ตั้งชื่อให้มันไว้อย่างสะอาดว่า staged authenticity เขาเสนอว่านักท่องเที่ยวมักตามหาพื้นที่หลังบ้าน เพราะเชื่อมโยงมันกับความใกล้ชิดและความจริงแท้ แล้วสถานที่ท่องเที่ยวก็ถูกจัดวางให้เกิดความรู้สึกว่าได้เข้าไปในนั้น โดยที่ไม่ได้เข้าไปจริง ๆ 3

นี่คืองานออกแบบผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่โชคชะตา

สิ่งที่ใช้ได้จริงคือข้อสรุปที่หันเข้าหาตัวเอง ช่วงเวลาแท้ที่ถูกเขียนบทไว้ ก็ยังให้ความรู้สึกเหมือนได้สัมผัสจริงได้ ระบบประสาทผมสว่างขึ้นได้จริง ผมจริงใจได้จริง

แล้วผมก็ยังอยู่ในเทมเพลตที่อ้อมส่วนที่ลึกที่สุดของเมืองนั้นไปพร้อมกัน

ความจริงใจกับความแม่นยำเป็นคนละเรื่องกัน

ห้าที่ในหนึ่งวัน

การผ่าน ๆ มักเป็นเรื่องแบนด์วิดท์ไม่พอ

ถ้าผมไปที่ลึก ๆ ห้าที่ในหนึ่งวัน ผมไม่ได้ประสบการณ์ลึกห้าอย่างหรอก ผมแตะพื้นผิวห้าอัน แล้วสั่งให้สมองบีบอัดมันเป็นความหมายบนเครื่องบินขากลับ

อัลกอริทึมบีบอัดในหัวเรามีขีดจำกัด

museum fatigue เป็นหัวข้อวิจัยจริง ๆ ว่าด้วยความสนใจที่ลดลงอย่างคาดเดาได้เมื่อภาระเพิ่มขึ้น 6

หัวผมมีขีดจำกัด หัวคุณก็เหมือนกัน

ท่อส่งไม่แคร์ มันยินดีป้อนเพิ่มให้เรื่อย ๆ จนกว่าเราจะหมดวันลา

หลักฐานคือสินค้าที่ไม่มีใครพูดถึง

ในการเที่ยวแบบสำเร็จรูป หลักฐานคือตัวสินค้า

อินสตาแกรมให้รางวัลกับความอ่านง่าย ให้รางวัลกับช็อตมาตรฐาน มันแทบไม่เคยให้รางวัลกับการนั่งริมทางยี่สิบนาทีเพื่อดูว่าย่านนี้หายใจยังไง

ลูปมันง่ายมาก ไปที่ที่ห้ามพลาด เก็บหลักฐาน โพสต์หลักฐาน รอยอดไลก์ เรียกเงินที่จ่ายไปว่าคุ้ม แล้วทำใหม่

ความฟินตรงนั้นมันไฟไหม้ฟาง ลุกเร็ว ดับเร็ว แล้วก็ไม่เหลืออะไรให้อุ่นมือ

ถ้าทริปของผมต้องมีพยานถึงจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องจริง แปลว่าผมพลาดส่วนของการได้อยู่ตรงนั้นไปแล้ว

จ่ายแพงแล้วต้องคุ้ม

การเที่ยวแบบสำเร็จรูปเข้าคู่กับการหาเหตุผลย้อนหลังได้ดีมาก

ทฤษฎีความไม่ลงรอยทางปัญญาของลีออน เฟสติงเงอร์ เริ่มจากความอึดอัดง่าย ๆ สิ่งที่เชื่อกับสิ่งที่ทำไม่ตรงกัน มันเลยตึง แล้วคนก็พยายามคลายมัน 4

วิธีคลายที่นิยมที่สุดคือเล่าเรื่องใหม่

งานวิจัยพิธีรับน้องของแอรอนสันกับมิลส์ปี 1959 คือตัวอย่างคลาสสิก คนที่ผ่านพิธีรับน้องที่โหดกว่าให้คะแนนกลุ่มนั้นดีกว่า 5

ถ้าผมจ่ายแพงกว่า รอนานกว่า เหงื่อออกมากกว่า มันจะยากขึ้นที่จะยอมรับว่าของนั้นก็งั้น ๆ

การท่องเที่ยวเต็มไปด้วยการลงทุนที่ใช้แรงสูง เงิน ฝูงชน ความร้อน การจัดการ ความเครียด

ยิ่งจ่ายแพง เรายิ่งมีแรงจูงใจที่จะประกาศว่ามันมีความหมาย

ตรงนี้แหละที่ทำให้รูปแบบนี้เหนียว

ผมเหนื่อยแล้วเรียกมันว่าได้พัก ผมล้นแล้วเรียกมันว่าได้ซึมซับวัฒนธรรม ผมไล่ล่าหลักฐานแล้วรู้สึกว่ามันคือการพัฒนาตัวเอง

ความรู้สึกเป็นของจริง เรื่องที่ผมเล่าเกี่ยวกับความรู้สึกนั้นยังผิดได้อยู่ดี

การหลอกตัวเองไม่ใช่บั๊ก มันคือพฤติกรรมปกติของระบบ สมมติว่าตัวเองโดนไว้ก่อน จนกว่าจะมีหลักฐานว่าไม่โดน

เที่ยว กับ เป็นแขก

ถ้ากรุงเทพฯ โอซาก้า เซาเปาลู และเวียนนา รู้สึกคล้าย ๆ กันสำหรับผม มีความเป็นไปได้อยู่สองอย่าง

หนึ่ง ผมข้ามพ้นความแปลกใหม่ไปแล้ว

สอง ผมกำลังกินเมืองผ่านเทมเพลตเดียวกันหมด แลนด์มาร์ก คิว สคริปต์ ร้านของฝาก รูป ต่อไป

ข้อสองเจอบ่อยกว่า และแก้ง่ายกว่าเยอะ

ทางแก้คือแยกสองโหมดที่ผมชอบผสมกันออกจากกัน

การเที่ยวคือจำนวนที่ผ่านไปได้ การเป็นแขกคือความสัมพันธ์

การเที่ยวมีผมเป็นศูนย์กลาง การเป็นแขกมีความสัมพันธ์เป็นศูนย์กลาง

การเที่ยวถามว่ามีอะไรให้ดูบ้าง การเป็นแขกถามว่าคนที่นี่เขาอยู่กันยังไง

การเที่ยวคือเส้นทาง การเป็นแขกคือท่าที

ถ้าผมเที่ยวอย่างเดียว ผมเจอเมืองในฐานะสินค้า ถ้าผมเป็นแขกได้ แม้จะสั้น ๆ ผมเจอเมืองในฐานะเจ้าบ้าน

และคำว่าเจ้าบ้านตรงนี้ไม่ใช่คำเปรียบเปรย บ้านเรามีคำว่าน้ำใจอยู่แล้ว

น้ำใจไม่เกิดในสิบสองนาทีต่อจุดหรอก มันเกิดตอนที่มีใครสักคนพอมีเวลาให้เรา และเราพอมีเวลาให้เขา

เราก็เป็นทัวร์ของใครสักคน

ตรงนี้ผมอยากพูดอะไรที่คนไทยรู้ดีกว่าผมเยอะ

เราไม่ได้เป็นแค่คนที่ไปเที่ยว เราเป็นที่ที่คนอื่นมาเที่ยวด้วย

เราเห็นสายพานนี้จากอีกฝั่งมาทั้งชีวิต เห็นเมืองเปลี่ยนตัวเองให้ถ่ายรูปขึ้น เห็นตลาดที่คนในพื้นที่เลิกไปเดินแล้ว เห็นร้านที่ขายรสชาติที่ไม่มีใครในบ้านกินจริง

แล้วเวลาเราไปเที่ยวเอง เราก็หอบเทมเพลตอันเดียวกันนั้นขึ้นเครื่อง

ทัวร์ห้าวันสามคืน คาเฟ่ที่ต้องเช็กอิน ที่เที่ยวห้ามพลาดสิบอันดับที่ทุกคนถ่ายมุมเดียวกันเป๊ะ

เห็นช้างขี้ ขี้ตามช้าง แล้วก็บ่นว่าทำไมทริปมันเหมือนของคนอื่นจัง

ผมไม่ได้จะบอกว่าอย่าไป ผมจะบอกว่าเรารู้ว่ามันทำงานยังไง เพราะเราอยู่ในเครื่องมาก่อน

เป็นแขกยังไงในทางปฏิบัติ

การเป็นแขกต้องการช่องว่าง มากกว่าต้องการการเดินทางไปหมู่บ้านห่างไกลหรือความรู้ลับเฉพาะ

ผมเลิกพยายามเก็บเมืองให้ครบ ผมเลิกมองทุกชั่วโมงเป็นช่องที่ต้องเติม ผมเลือกหมุดหลักวันละหนึ่งจุด หรือไม่มีเลย แล้วปล่อยที่เหลือให้เป็นเรื่องท้องถิ่นและน่าเบื่อนิดหน่อย

ผมกินตรงที่หิว ไม่ใช่ตรงที่ฟีดบอกให้หิว ผมกลับไปร้านกาแฟเดิมรอบที่สอง ผมเดินโดยไม่มีจุดหมายจนย่านนั้นเลิกเป็นฉากหลังแล้วกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐาน

ตลาดเช้า รถรับส่งนักเรียน คนกลับจากงาน ระบบเผาผลาญของเมือง

เป้าหมายคือการได้สัมผัส การไล่ล่าความแท้เหมือนล่าถ้วยรางวัลนั้นผิดประเด็นตั้งแต่แรก

การได้สัมผัสต่างหากที่ทำให้กรุงเทพฯ เป็นกรุงเทพฯ ความต่างอยู่ที่ผู้คนและฟิสิกส์ของหนึ่งวันในเมืองนั้น มากกว่าอยู่ที่วัดกับมหาวิหาร

สองคำถามที่เปลี่ยนพฤติกรรมได้จริง

หนึ่ง ทริปนี้ไปทำไม ตอบเป็นประโยคเดียว

ข้ามคำตอบลอย ๆ อย่าง “ญี่ปุ่น” หรือ “ยุโรป” ตอบแบบนี้แทน พัก เรียนรู้ เดินเล่น รีเซ็ต กิน อยู่คนเดียว อยู่กับใครสักคน หรือแค่ตั้งหลัก

ถ้าตอบไม่ได้ เราจะไหลเข้าท่อส่งโดยอัตโนมัติ แล้วท่อส่งมีเป้าหมายของมันเอง

สอง ถ้าโพสต์รูปไม่ได้เลยสักรูป จะยังเลือกแผนนี้อยู่ไหม

อัลบั้มรูปเป็นตัวช่วยจำก็ได้ เป็นใบเสร็จก็ได้

แล้วใบเสร็จก็เปลี่ยนสิ่งที่เราซื้อ

ตารางเดินทางที่ซื่อสัตย์

ใช้การเที่ยวเป็นเครื่องมือ ถ่วงมันด้วยการเป็นแขก ปฏิบัติกับความสนใจของตัวเองเหมือนของที่มีจำกัด เพราะมันมีจำกัดจริง ๆ

เหตุผลที่ซื่อสัตย์กว่า สำคัญกว่าตารางที่น่าประทับใจกว่า

ความซื่อสัตย์ยากกว่าที่คิด เทมเพลตมันสบาย ลูปหลักฐานมันให้รางวัล ข้ออ้างมันมาง่ายและรู้สึกเหมือนจริง

ส่วนที่ยากที่สุดของการเดินทางอาจจะเป็นการยอมรับว่าเทมเพลตกำลังขับเราอยู่ ไม่ใช่เราขับมัน

การยอมรับนั้นแหละคือจุดที่ทริปเริ่มกลับมาเป็นของเรา

เลิกสะสมหลักฐาน เริ่มสะสมการได้สัมผัส


แหล่งอ้างอิง

  1. 1 John Urry, The Tourist Gaze: Leisure and Travel in Contemporary Societies (Sage, 1990).
  2. 2 George Ritzer, “The McDonaldization of Society” (1983 essay excerpt).
  3. 3 Dean MacCannell, “Staged Authenticity: Arrangements of Social Space in Tourist Settings” (American Journal of Sociology, 1973).
  4. 4 Leon Festinger, cognitive dissonance theory (overview).
  5. 5 Elliot Aronson and Judson Mills, “The Effect of Severity of Initiation on Liking for a Group” (Journal of Abnormal and Social Psychology, 1959).
  6. 6 Stephen Bitgood, “Museum Fatigue: A Critical Review” (Visitor Studies, 2009).