ห้าดาว: ปรัชญาของการเอาคนไปให้คะแนน
อยากให้คนทำตัวดี ก็ให้คะแนนมันสิ ฟังดูเป็นทางลัดที่มีประสิทธิภาพดี ในทางปฏิบัติ การแจกดาวห้าดวงให้มนุษย์ทำได้อย่างเดียวคือพอกชั้นความกังวลบาง ๆ ทับลงบนระบบที่รกอยู่แล้ว แล้วมันก็กลายเป็นดิสโทเปียเร็วกว่าที่คิด ปัญหาแกนกลางมันง่ายมาก เราพยายามบีบพฤติกรรมที่ซับซ้อน อำนาจที่ไม่เท่ากัน และอารมณ์ที่แกว่งไปมา ให้เหลือตัวเลขเดียว แล้วทำหน้าตายว่ามันเป็นกลาง ดีต่อแดชบอร์ด แย่ต่อคน ความรับผิดชอบปลอม คำโฆษณาตรงไปตรงมา ข้อมูลเยอะขึ้น ความรับผิดชอบมากขึ้น ความจริงใกล้เคียงกับการที่ทุกคนถือมีดจ่อหลังกันไว้มากกว่า บนแอปเรียกรถ ทั้งคนขับและผู้โดยสารรู้ว่าตัวเองโดนให้คะแนนอยู่ ทั้งคู่เลยปั้นพฤติกรรมให้ตัวเลข ไม่ใช่ให้คนตรงหน้า คนขับถูกสอนให้ยิ้ม ชวนคุย มีน้ำเย็นให้ และรักษาค่าเฉลี่ยไว้เหนือเส้นที่ไม่มีใครบอกว่าอยู่ตรงไหน ส่วนผู้โดยสารถูกเชิญให้ “ให้ฟีดแบ็กอย่างตรงไปตรงมา” ภายในสิบวินาที ระหว่างเดินขึ้นลิฟต์ ผลลัพธ์ไม่ใช่ความรับผิดชอบ มันคือละครที่ซ้อมมาแล้วทั้งคู่ ต่างคนต่างตั้งการ์ด เพราะรู้ว่าสามดาวที่หลุดมาอาจแปลว่ารายได้หายไปทั้งสัปดาห์ สเกลห้าดาวยิ่งทำให้แย่ลงไปอีก ทฤษฎีบอกว่ามันให้ความละเอียด ปฏิบัติบอกว่าทุกคนเรียนกฎเดียวกัน ห้าดาว ไม่งั้นซวย สี่ดาวไม่ได้แปลว่า “ก็โอเคนะ แต่ดีกว่านี้ได้” สี่ดาวแปลว่าคำเตือน ส่วนครึ่งล่างของสเกลแทบไม่มีอยู่จริง มันมีไว้เป็นอาวุธเฉย ๆ พอทุกคนให้ห้าดาวหมด ตัวเลขก็เลิกบอกอะไร ความเบี่ยงเบนเล็ก ๆ กลายเป็นเรื่องใหญ่เพราะมันเกิดน้อยและไม่มีคำอธิบาย แล้วคนที่ต้องกินข้าวจากแพลตฟอร์มก็แบกความเสี่ยงไว้เกือบทั้งหมด จะเรียกว่าฟีดแบ็กก็ได้ แต่มันทำงานเหมือนศาลที่ไม่มีทนายและไม่มีการอุทธรณ์มากกว่า ร้านข้าวแกงที่ไม่มีดาว บางที่มันเห็นรอยร้าวชัดกว่าที่อื่น ลองนึกภาพร้านมิชลินให้คะแนนลูกค้า หรือสปาบนดอยที่หมอนวดแอบให้คะแนนคนที่เพิ่งลุกจากเตียงไป ประเด็นทั้งหมดของที่แบบนั้นคือแขกได้ผ่อนคลายอยู่ในระบบที่ถูกดูแลมาดี ถ้าแขกรู้ว่ากำลังโดนประเมิน ความสบายแตกทันที เราสร้างความผ่อนคลายกับการถูกตัดสินไว้ในห้องเดียวกันไม่ได้ การต้อนรับควรง่ายกว่านั้น พนักงานพยายามบริการให้ดี แขกพยายามไม่ทำตัวแย่ ฝ่ายจัดการเข้ามาแทรกเมื่อฝั่งใดฝั่งหนึ่งหลุดกรอบ นั่นก็เป็นระบบให้คะแนนแบบหนึ่งอยู่แล้ว แค่มันเป็นมนุษย์ อยู่ตรงนั้น และใช้วิจารณญาณแทนตัวเลขที่ตามเราไปตลอดชีวิต...